9/2/52

Home comming day 3 ทศวรรษ นนทรีทักษิณ


.....อาจตั้งชื่อเรื่องเว่อร์ๆนะครับ 5555 แต่มันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ อาจจะด้วยปัจจัยหลายๆอย่าง ทำให้พักหลัง แทบจะไม่ได้แวะเวียนเข้าไปในเกษตรเลย แต่ปีนี้หลังจากอู๊ดโทรมาบอกเรื่องการจัดงานวันโฮมของชมรม ก็พยายามทำตัวเองให้ว่างที่สุด เดิมทีกะนัดกันให้ได้ซัก ห้าหกคน ในรุ่น 50 แต่ทำไปทำมาก็ได้แค่ 3 คน ซึ่งผมก็เข้าใจว่า ทุกคนยอมมีภาระ 5555 ( คำนี้แหละที่ทุกคนต่างก็ใช้กัน )

.....ก่อนวันงานผมเดินเล่นในงานเกษตรแฟร์ แล้วก็ได้เจอะกะบู๊ท ของชมรม ซึ่งดูแล้วครึกครื้นดีจัง มีน้องๆนั่งกันอยู่ประมาณเกือบสิบคน ก็ได้ทักทายพูดคุยกันนิดหน่อย พอผมเดินลับหลังไป ก็แว่วได้ยินเสียงเพลงขึ้นมา .... ยามอาทิตย์สีแดง สาดส่องแสงทั่วหล้าฯ แล้วก็มีท่อนสร้อย ลั๊น ลั๊น ลัน หล่าฯ ตามมา ผมก็อดอมยิ้มไม่ได้ ว่าเพลงนี้เมื่อสิบกว่าปีที่แล้วพวกผมก็เคยร้องมัน ในทุกสถานที่ ทั้งที่ชมรม ค่าย รับน้องใต้ สัมมนา แต่จะมีใครกี่คนที่จะรู้ว่า เดิมเพลงนี้มันไม่มีท่อนสร้อย อย่างที่ร้องกัน มันเพิ่งมามีในตอนที่ผมออกค่ายประมาณปีสามมั๊ง พวกเราร้องเพลงนี้กัน แล้วรู้สึกมันไม่มันส์สุดๆ เลยมีคนเพิ่มท่อนนี้เข้ามา แต่ผมจำไม่ได้จริงๆว่าใครเป็นคนใส่ท่อนสร้อยเข้ามา

.....เข้าไปในงาน ก็เจอน้องๆนั่งกันตามโต๊ะต่างๆ รู้จักบ้างไม่รู้จักบ้าง ก็ทักทายกันไป ลงชื่อแล้วก็ได้ของที่ระลึกเป็นการ์ดกะพวงกุญแจ สวยงามทีเดียว แล้วก็มีอาหาร เครื่องดื่มให้ทานกัน ถ้าจำไม่ผิดกับข้าวน่าจะมี แกงไตปลา หมูต้มใบชะมวง และก็ผัดเปรี้ยวหวาน ซึ่งอร่อยครับ


..... หลังจากนั้นก็มีการเปิดงาน มีการแสดงของน้องๆ รำมะโนราห์ เล่นกีต้าร์ และก็มีการเต้นประกอบเพลงของน้องผู้หญิงของชมรม ซึ่งอย่างหลังนี้ผมว่า น่ารักดี รู้จริงๆว่าน้องๆกล้ากว่ารุ่นผมมาก



.....สรุปแล้ว ที่มาในงาน รุ่นผม กลายเป็นพี่ใหญ่ที่สุด ( KUSA 13 ) สามคนก็มีผม อู๊ด และก็ แขก KUSA 14 ก็มีตั่น KUSA 15 ที่จำได้ก็มี จอย ถัง และรุ่น 16 ก็มี ตุ๊ก โจ้ กบ ส่วนรุ่นอื่นๆ ผมก็จำไม่ได้ และไม่รู้จักด้วยมั๊งครับ



.....ก็มีขึ้นไปกล่าวอะไรกันเล็กๆน้อยๆ สำหรับรุ่นพี่ และก็สลับกะการเล่นเกมส์ บิงโก้ ประมูลของ และมีการให้เสี่ยงสอยดาว กันพอครื้นเครง ( ผมสอยมาได้โปสการ์ดมาเกือบยี่สิบใบ อิอิ ไม่รู้รางวัลใหญ่มีจริงหรือเปล่า )


.....ผมแว๊ปขึ้นไปบนชมรมแล้วก็ต้องประหลาดใจสุดๆ เดิมเราเคยมีห้องเดียว ปัจจุบันเราขยายไปอีกสองห้อง ถ้าจำไม่ผิดเคยเป็นที่ของชมรมโฟล์คซอง กะชมรมสาธารณะสุข กว้างขวางจริงๆครับ อิจฉาน้องๆจริงๆ มีห้องหนึ่งน้องๆจัดเป็นบอร์ด และมีรูปเก่าๆของสมาชิกชมรมรุ่นต่างๆ มาติด และมีอัลบั้มรูปเรียงเป็นปี ไว้ให้ดู สุดยอดครับ ผมแอบอมยิ้มในหลายๆรูปที่ได้เห็น รูปออกค่ายเมื่อปี 2533 ทำให้ผมอดขำไม่ได้จริงๆ

( รูปนี้สังเกตพี่แขกของเรานะครับ กำลังวุ่นกะการทำไรอยู่นะ 555555 )

.....ดึกๆหน่อย น้องๆก็มีการเล่นดนตรีและให้สมาชิก ได้ออกมายืดเส้นยืดสายกัน สนุกดีครับ เกือบตีสอง พวกผมก็ต้องอำลางานครั้งนี้ แต่ยอมรับนะครับว่า รู้สึกดี สุข อบอุ่น และหลายอารมณ์ครับ


..... ขอบคุณ นนทรีทักษิณ ที่ได้ให้อะไรๆมากมาย แก่ผมและอีกหลายคน.......

หนังตะลุง


........อู๊ดโทรมาบอกว่าทางชมรม จะมีการจัดเล่นหนังตะลุง ในช่วงงานเกษตรแฟร์ ตอนแรกก็รู้สึกงงๆเหมือนกันว่า ทำไมต้องจัดในช่วงเวลาดังกล่าว



........วันที่ 4 ผมเข้าไปในเกษตร เดินเล่นในงาน เกษตรแห่งชาติ ( ไม่ใช่เกษตรแฟร์นะครับ ) ที่เรียกแบบนี้ เพราะเป็นงานที่ไม่ได้จัดโดยมหาลัยอย่างเดียว แต่มีกระทรวงฯ เข้ามาร่วมได้ และจะมีงานแบบนี้อีกครั้งก็ต้องเป็นปี 2557 อีกทีน่ะครับ ปีนี้เลยดูยิ่งใหญ่พิกล งานค่อนข้างจะกว้าง หลากหลายขึ้น การออกร้านของนิสิตก็มากกว่าครั้งก่อนๆ และถนนเส้นใกล้ๆคณะ ศึกษา ก็ยังมีการออกร้านอีกมากมาย โดยการร่วมมือของ ธกส.อีกแรงหนึ่ง ก็ดีครับ

.......คืนวันที่ 4 ผมเลยนอนที่ KU HOME ก็ดีนะครับ ห้องสะอาด มีอาหารเช้าให้ด้วย อีกอย่างศิษย์เก่าก็มีส่วนลดให้ แต่ต้องแสดงบัตรศิษย์เก่า ใครก่มีก็ติดต่อที่สมาคมได้ หรือพี่เลี้ยง ที่หอ 14 ก็น่าจะแนะนำได้ ผมได้ส่วนลดไป 40% ก็ดีครับ


,,,,,,,คืนวันที่ 5 ผมเข้าไปแถวๆชมรมกะอู๊ด เกือบสามทุ่ม หลังตะลุงเริ่มเล่นแล้ว แต่คนดูค่อนข้างบางตา ซึ่งถ้านับจากจำนวนคนดู ผมว่า การจัดครั้งนี้น่าจะไม่คุ้มในแง่ของรายได้ แต่คุ้มในแง่การเผยแพร่วัฒนธรรม ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าน้องๆเค้ามีการจัดการกันอย่างไร แต่ถ้าให้ผมออก idea ผมว่านอกจากประชาสัมพันธ์ในมหาลัยแล้ว อย่างน้อยเราก็ต้องมีการประสานกะชมรมใต้ ของมหาลัยต่างๆ อย่างน้อยก็น่าจะไปวางบัตรไว้ให้เค้า กี่ใบก็ว่าไป ในส่วนสมาชิกชมรมเอง อย่างน้อยก็น่าจะมีเป้ากันคนละห้าใบ ให้ดีก็ต้องมีการแข่งขันกันในแต่ละชั้นปี ( ซึ่งอาจเกิดการเกทับกันบ้าง ) ส่วนที่เหลือคือรุ่นพี่ที่เราพอติดต่อได้ เค้าจะช่วยกี่ใบก็คงว่ากันไป

.......หนังตะลุงก็สนุกครับ มีเสียงหัวเราะเป็นระยะ น้องๆก็ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี เกือบเที่ยงคืนผมก็เลยขอตัวกลับกัน

ห่างหายกันไปซะนาน

.......จริงๆแล้ว ก็ไม่ได้ห่างหายไปไหนหรอกครับ เพียงแต่อาจมีหลายสิ่งหลายอย่างเข้ามาในชีวิต ได้พบปะผู้คน ได้เจอะเจออะไรมากขึ้นจนบางครั้งชีวิตเราก็ซวนเซไปบ้าง แต่มันก็ยังก้าวเดินต่อไปได้

.......มีหลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนแปลงไปทุกๆวัน ข่าวคราวต่างๆก็เข้ามาให้เราได้รับรู้ทุกวันเช่นกัน พักหลังผมอาจไม่รู้ข่าวคราวต่างๆเกี่ยวกะ นนทรีทักษิณ มากมาย ทำได้ก็แค่เข้าไปเยี่ยมชมใน http://kusa.pantown.com/ ในบางครั้ง ก็ยังพอไดทราบข่าวต่างๆของน้องๆบ้าง ใส่วนของผมเอง ก็ไม่ค่อยมีไรมากมาย ที่พอทราบก็มี พี่ไท (47 ) ได้ข่าวว่าหันหลังให้กะสุราเป็นการถาวรแล้วมั๊ง พี่แล๊ต ( 48 ) เปิด สนง.เกี่ยวกะที่ปรึกษากฎหมายไปเรียบร้อยแล้ว อู๊ด ( 50 ) กลับมาจาก usa น่าจะมาหาช่องทางใหม่ในเมืองไทย พี่โดม ( 49 ) กะลังจะมีข่าวดีกะพี่จอย ( 49 ) ในวันที่ 8 เดือนหน้านี่ ที่นครศรีฯ นะครับ แต่ก็มีเรื่องเศร้าบ้างนะครับ วัธ ( 50 ) เพิ่งจะสูญเสียคุณแม่ไปนะครับ จัดงานไปเรียบร้อยแล้ว ที่พัทลุง และที่ห่างๆเราก็คงพอจะทราบข่าว ที่มีอาจารย์ของ ม.ศรีปทุมโดนแทงเสียชีวิต เดิมเคยเป็นอาจารย์ที่ ม.เกษตร สอนมวย และก็เป็น อ.ที่ปรึกษาองหอพักชายที่ 14 เดิมเราเรียกว่า พี่จบ น่ะครับ ปมได้ A ตัวแรกก็จากวิชามวยนี่แหละครับ และพี่เค้าก็ให้การช่วยเหลือพวกเราในหลายๆครั้ง ขอให้ดวงวิญญาณพี่จบ จงสู่สุขตินะครับ